บทความ • 2026-05-31
จุดคุ้มทุน (Break-Even Point) คืออะไร คำนวณยังไง
คู่มือคำนวณจุดคุ้มทุน (BEP) เพื่อรู้ว่าต้องขายเท่าไหร่ถึงจะไม่ขาดทุน สำหรับธุรกิจทุกประเภท
ทุกธุรกิจต้องรู้จุดคุ้มทุน (Break-Even Point หรือ BEP) เพราะมันบอกว่าต้อง ขายเท่าไหร่ถึงจะไม่ขาดทุน
ถ้ารู้จุดคุ้มทุน คุณจะตั้งเป้ายอดขายได้ถูกต้อง และวางแผนธุรกิจได้ดีขึ้น
จุดคุ้มทุน (Break-Even Point) คืออะไร
จุดคุ้มทุน คือจุดที่ รายได้เท่ากับค่าใช้จ่ายทั้งหมด ไม่กำไร ไม่ขาดทุน
พูดง่ายๆ คือ ต้องขายกี่ชิ้นถึงจะคุ้มต้นทุน
ตัวอย่าง: ขายกาแฟ ต้นทุนต่อแก้ว 30 บาท ขาย 50 บาท ค่าใช้จ่ายคงที่ (ค่าเช่า ค่าไฟ) 30,000 บาท/เดือน
ต้องขายกี่แก้วถึงจะคุ้มทุน?
ต้นทุนแบ่งเป็น 2 ประเภท
1. ต้นทุนคงที่ (Fixed Cost):
- ค่าใช้จ่ายที่ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะขายเท่าไหร่
- เช่น: ค่าเช่าร้าน ค่าไฟ ค่าน้ำ เงินเดือนพนักงานประจำ ค่าเบี้ยประกันภัย
2. ต้นทุนผันแปร (Variable Cost):
- ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนที่ขาย
- เช่น: วัตถุดิบ ค่าแพ็คเกจ ค่าจัดส่ง ค่าคอมมิชชั่นพนักงานขาย
ตัวอย่าง:
- ค่าเช่าร้าน 20,000 บาท/เดือน = Fixed Cost
- ขายกาแฟ 1 แก้ว ต้นทุนวัตถุดิบ 30 บาท = Variable Cost
- ขายกาแฟ 100 แก้ว ต้นทุนผันแปร = 30 x 100 = 3,000 บาท
- ขายกาแฟ 1,000 แก้ว ต้นทุนผันแปร = 30 x 1,000 = 30,000 บาท
สูตรคำนวณจุดคุ้มทุน
สูตรที่ 1: คำนวณจำนวนชิ้น (Break-Even Quantity)
BEP (ชิ้น) = ต้นทุนคงที่ ÷ (ราคาขายต่อชิ้น - ต้นทุนผันแปรต่อชิ้น)
สูตรที่ 2: คำนวณยอดขาย (Break-Even Sales)
BEP (บาท) = ต้นทุนคงที่ ÷ [1 - (ต้นทุนผันแปรต่อชิ้น ÷ ราคาขายต่อชิ้น)]
หรือ BEP (บาท) = BEP (ชิ้น) x ราคาขายต่อชิ้น
ตัวอย่าง:
- ต้นทุนคงที่: 30,000 บาท/เดือน
- ราคาขายต่อแก้ว: 50 บาท
- ต้นทุนผันแปรต่อแก้ว: 30 บาท
BEP (ชิ้น) = 30,000 ÷ (50 - 30) = 30,000 ÷ 20 = 1,500 แก้ว
BEP (บาท) = 1,500 x 50 = 75,000 บาท
สรุป: ต้องขายกาแฟ 1,500 แก้ว หรือยอดขาย 75,000 บาท ถึงจะคุ้มทุน
ตัวอย่าง: ร้านอาหาร
ข้อมูล:
- ค่าเช่าร้าน: 30,000 บาท/เดือน
- ค่าไฟ ค่าน้ำ: 5,000 บาท/เดือน
- เงินเดือนพนักงาน: 40,000 บาท/เดือน
- รวมต้นทุนคงที่: 75,000 บาท/เดือน
- ราคาจานเฉลี่ย: 100 บาท
- ต้นทุนวัตถุดิบต่อจาน: 40 บาท
คำนวณ BEP:
BEP (จาน) = 75,000 ÷ (100 - 40) = 75,000 ÷ 60 = 1,250 จาน/เดือน
หรือ 1,250 ÷ 30 = 42 จาน/วัน
BEP (บาท) = 1,250 x 100 = 125,000 บาท/เดือน
สรุป: ต้องขาย 42 จาน/วัน หรือ 1,250 จาน/เดือน ถึงจะคุ้มทุน
ตัวอย่าง: ขายของออนไลน์
ข้อมูล:
- ค่าโฆษณา: 10,000 บาท/เดือน
- ค่าแพ็คเกจจิ้ง: 20 บาท/ชิ้น
- ค่าจัดส่ง: 30 บาท/ชิ้น (ลูกค้าจ่ายเอง - ไม่นับ)
- รวมต้นทุนคงที่: 10,000 บาท/เดือน
- ราคาขายต่อชิ้น: 300 บาท
- ต้นทุนสินค้า: 150 บาท/ชิ้น
- ค่าแพ็คเกจจิ้ง: 20 บาท/ชิ้น
- รวมต้นทุนผันแปร: 170 บาท/ชิ้น
คำนวณ BEP:
BEP (ชิ้น) = 10,000 ÷ (300 - 170) = 10,000 ÷ 130 = 77 ชิ้น/เดือน
หรือ 77 ÷ 30 = 2.5 ชิ้น/วัน
BEP (บาท) = 77 x 300 = 23,100 บาท/เดือน
สรุป: ต้องขาย 77 ชิ้น/เดือน ถึงจะคุ้มทุน
ระยะห่างจากจุดคุ้มทุน (Margin of Safety)
Margin of Safety คือระยะห่างระหว่างยอดขายจริงกับจุดคุ้มทุน
สูตร: Margin of Safety = ยอดขายจริง - BEP
หรือ Margin of Safety (%) = [(ยอดขายจริง - BEP) ÷ ยอดขายจริง] x 100
ตัวอย่าง: ร้านกาแฟ BEP 1,500 แก้ว/เดือน แต่ขายได้ 2,000 แก้ว/เดือน
Margin of Safety = 2,000 - 1,500 = 500 แก้ว
Margin of Safety (%) = [(2,000 - 1,500) ÷ 2,000] x 100 = 25%
ความหมาย: ยอดขายสามารถลดลง 25% (หรือ 500 แก้ว) ก่อนที่จะขาดทุน
Margin of Safety ที่ดี: 20-30% ขึ้นไป
วิธีลดจุดคุ้มทุน
1. ลดต้นทุนคงที่:
- ย้ายร้านไปที่เช่าถูกกว่า
- ใช้พนักงานพาร์ทไทม์แทนฟูลไทม์
- ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น
2. ลดต้นทุนผันแปร:
- หาซัพพลายเออร์ที่ถูกกว่า
- ซื้อวัตถุดิบปริมาณมากเพื่อได้ส่วนลด
- ลดค่าแพ็คเกจจิ้ง ค่าจัดส่ง
3. เพิ่มราคาขาย:
- ขึ้นราคา (แต่ระวังเสียลูกค้า)
- เพิ่มมูลค่าสินค้า (Value-added) เพื่อขายได้ราคาสูงขึ้น
4. เพิ่มยอดขาย:
- ยิงโฆษณา ทำโปรโมชั่น
- ขยายช่องทางขาย
ข้อจำกัดของจุดคุ้มทุน
1. สมมติว่าราคาขายคงที่:
แต่ในความเป็นจริง อาจต้องลดราคาเพื่อขายเพิ่ม
2. สมมติว่าต้นทุนผันแปรเท่าเดิม:
แต่ถ้าซื้อวัตถุดิบปริมาณมาก อาจได้ส่วนลด ต้นทุนต่อหน่วยจะลดลง
3. ไม่นับต้นทุนโอกาส:
เช่น เวลาและเงินที่คุณลงทุนไป อาจไปลงทุนที่อื่นได้กำไรมากกว่า
4. ไม่เหมาะกับธุรกิจที่ขายหลายสินค้า:
ต้องคำนวณ BEP แยกตามสินค้า หรือใช้ Weighted Average
คำถามที่พบบ่อย
จุดคุ้มทุนต่ำดีหรือสูงดี?
จุดคุ้มทุนต่ำดีกว่าครับ เพราะแปลว่าต้องขายน้อยกว่าถึงจะไม่ขาดทุน ลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจ
ถ้าขายได้น้อยกว่าจุดคุ้มทุนจะเกิดอะไรขึ้น?
จะขาดทุนครับ เช่น BEP 1,500 แก้ว แต่ขายได้ 1,000 แก้ว = ขาดทุน
ควรคำนวณ BEP บ่อยแค่ไหน?
ควรคำนวณใหม่ทุกครั้งที่ต้นทุนหรือราคาขายเปลี่ยนแปลง หรือทุก 3-6 เดือน
ถ้าขายหลายสินค้าคำนวณยังไง?
ต้องคำนวณ Weighted Average Contribution Margin หรือคำนวณ BEP แยกตามสินค้าแล้วรวมกัน
BEP กับ ROI ต่างกันยังไง?
BEP บอกว่าต้องขายเท่าไหร่ถึงจะไม่ขาดทุน (กำไร 0) ส่วน ROI บอกว่าลงทุนไปเท่าไหร่ได้กำไรกลับมากี่เปอร์เซ็นต์