KIDDOO

บทความ • 2026-05-31

BMI คืออะไร ตัวเลขนี้บอกอะไรได้บ้าง

ทำความเข้าใจ BMI (Body Mass Index) ดัชนีมวลกาย ว่าคำนวณยังไง ตัวเลขหมายถึงอะไร และมีข้อจำกัดอย่างไร

BMI หรือดัชนีมวลกาย คือเครื่องมือที่ใช้บ่งชี้ว่าน้ำหนักของคุณอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่

แต่ BMI ไม่ได้บอกทุกอย่าง บทความนี้จะอธิบายว่า BMI คืออะไร และควรใช้มันอย่างไร

BMI คืออะไร

BMI (Body Mass Index) คือ ดัชนีมวลกาย เป็นตัวเลขที่คำนวณจากน้ำหนักและส่วนสูง

สูตร: BMI = น้ำหนัก (กก.) ÷ [ส่วนสูง (เมตร)]²

ตัวอย่าง: น้ำหนัก 70 กก. ส่วนสูง 1.75 เมตร (175 ซม.)

BMI = 70 ÷ (1.75 x 1.75) = 70 ÷ 3.0625 = 22.86

BMI ใช้เป็นตัวบ่งชี้เบื้องต้นว่าน้ำหนักของคุณอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่

ช่วงค่า BMI และความหมาย

ตามมาตรฐาน WHO (สากล):

- น้อยกว่า 18.5: น้ำหนักน้อย (Underweight)

- 18.5 - 24.9: น้ำหนักปกติ (Normal Weight)

- 25.0 - 29.9: น้ำหนักเกิน (Overweight)

- 30.0 - 34.9: อ้วนระดับ 1 (Obesity Class I)

- 35.0 - 39.9: อ้วนระดับ 2 (Obesity Class II)

- 40.0 ขึ้นไป: อ้วนระดับ 3 (Obesity Class III)

ตามมาตรฐาน WHO สำหรับเอเชีย (แนะนำสำหรับคนไทย):

- น้อยกว่า 18.5: น้ำหนักน้อย

- 18.5 - 22.9: น้ำหนักปกติ

- 23.0 - 24.9: น้ำหนักเกิน

- 25.0 - 29.9: อ้วนระดับ 1

- 30.0 ขึ้นไป: อ้วนระดับ 2

ข้อสังเกต: คนเอเชียมีมวลกล้ามเนื้อน้อยกว่าคนตะวันตก จึงมีความเสี่ยงต่อโรคเมื่อ BMI ต่ำกว่า

BMI กับความเสี่ยงต่อโรค

BMI น้อยกว่า 18.5 (น้ำหนักน้อย):

- เสี่ยงขาดสารอาหาร

- ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

- กระดูกบาง (Osteoporosis)

BMI 25-29.9 (น้ำหนักเกิน):

- เสี่ยงโรคเบาหวาน

- เสี่ยงความดันโลหิตสูง

- เสี่ยงไขมันในเลือดสูง

BMI 30 ขึ้นไป (อ้วน):

- เสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด

- เสี่ยงโรคเบาหวานชนิดที่ 2

- เสี่ยงโรคข้อเข่าเสื่อม

- เสี่ยงมะเร็งบางชนิด (ลำไส้ใหญ่ เต้านม)

- เสี่ยงหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea)

ข้อจำกัดของ BMI

BMI ไม่ใช่เครื่องมือที่สมบูรณ์แบบ เพราะ:

1. ไม่แยกมวลกล้ามเนื้อกับมันส่วนเกิน:

นักกีฬา นักเพาะกาย อาจมี BMI สูงเพราะมีกล้ามเนื้อมาก แต่ไม่ได้อ้วน

2. ไม่บอกตำแหน่งไขมัน:

ไขมันหน้าท้อง (Visceral Fat) อันตรายกว่าไขมันใต้ผิวหนัง แต่ BMI บอกไม่ได้

3. ไม่เหมาะกับทุกกลุ่มอายุ:

เด็ก วัยรุ่น และผู้สูงอายุ ควรใช้ตารางอ้างอิงแยกตามอายุ

4. ไม่เหมาะกับผู้ที่ตั้งครรภ์:

น้ำหนักเพิ่มขึ้นเพราะทารก ไม่ใช่ไขมัน

5. พันธุกรรมและโครงสร้างกระดูก:

คนที่กระดูกหนักหรือบางก็มีผลต่อ BMI

ตัวชี้วัดอื่นที่ดีกว่า BMI

1. Body Fat Percentage (เปอร์เซ็นต์มันส่วนเกิน):

- วัดได้จาก Smart Scale หรือ InBody

- บอกว่ามีไขมันกี่เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว

- ผู้ชาย: 10-20% = ปกติ, เกิน 25% = อ้วน

- ผู้หญิง: 20-30% = ปกติ, เกิน 35% = อ้วน

2. Waist Circumference (รอบเอว):

- วัดรอบเอวที่จุดใหญ่ที่สุด

- ผู้ชาย: เกิน 90 ซม. = เสี่ยง

- ผู้หญิง: เกิน 80 ซม. = เสี่ยง

- บอกปริมาณไขมันหน้าท้อง (อันตรายที่สุด)

3. Waist-to-Height Ratio (รอบเอวต่อส่วนสูง):

- สูตร: รอบเอว (ซม.) ÷ ส่วนสูง (ซม.)

- ควรน้อยกว่า 0.5 (เช่น รอบเอว 80 ซม. ส่วนสูง 170 ซม. = 0.47)

4. InBody หรือ DEXA Scan:

- วัดมวลกล้ามเนื้อ มันส่วนเกิน มวลกระดูกแยกแยะได้

- แม่นยำที่สุด แต่ราคาแพง

BMI เท่าไหร่ถึงจะดี

คนทั่วไป: BMI 18.5-22.9 (ตามมาตรฐานเอเชีย)

นักกีฬา นักเพาะกาย: อาจมี BMI 25-30 แต่มีมวลกล้ามเนื้อมาก = สุขภาพดี

ผู้สูงอายุ: BMI 22-27 อาจจะดีกว่า เพราะต้องการพลังงานสำรองเผื่อเจ็บป่วย

คนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ: ควรดู Body Fat Percentage มากกว่า BMI

ตัวอย่าง:

- BMI 24 + มวลกล้ามเนื้อสูง = สุขภาพดี

- BMI 22 + มันส่วนเกินสูง = ควรปรับปรุง

วิธีปรับ BMI ให้อยู่ในเกณฑ์

ถ้า BMI ต่ำเกินไป (น้อยกว่า 18.5):

- กินเพิ่ม 300-500 แคลอรี่/วัน

- เน้นอาหารที่มีสารอาหารครบ ไม่ใช่ขนมหรืออาหารขยะ

- ยกน้ำหนัก เพื่อสร้างกล้ามเนื้อ

ถ้า BMI สูงเกินไป (มากกว่า 23):

- สร้าง Calorie Deficit 300-500 แคลอรี่/วัน

- เน้นโปรตีน ผัก คาร์บดี

- ออกกำลังกาย 150 นาที/สัปดาห์

- ยกน้ำหนักเพื่อรักษากล้ามเนื้อ

ทุกคน:

- นอนให้เพียงพอ 7-9 ชั่วโมง/คืน

- ดื่มน้ำเปล่า 2-3 ลิตร/วัน

- ลดความเครียด

คำถามที่พบบ่อย

BMI 25 แต่มีกล้ามเนื้อเยอะ ต้องลดน้ำหนักไหม?

ไม่ต้องครับ ถ้ามีกล้ามเนื้อเยอะ ควรดู Body Fat Percentage แทน ถ้ามันส่วนเกินอยู่ในเกณฑ์ปกติ BMI 25 ไม่ใช่ปัญหา

BMI ใช้กับเด็กได้ไหม?

ใช้ได้ครับ แต่ต้องใช้ตาราง BMI-for-Age ที่แยกตามอายุและเพศ เพราะเด็กมีการเติบโตที่ต่างกัน

BMI กับรอบเอวอันไหนสำคัญกว่า?

รอบเอวสำคัญกว่าครับ เพราะบอกปริมาณไขมันหน้าท้อง (Visceral Fat) ซึ่งอันตรายต่อสุขภาพมากกว่า BMI ที่บอกแค่น้ำหนักรวม

BMI เท่ากันทำไมหุ่นต่างกัน?

เพราะคนที่มีกล้ามเนื้อมากจะดูกระชับกว่า คนที่มีมันส่วนเกินมากจะดูท้วมกว่า แม้ BMI จะเท่ากัน

ควรชั่งน้ำหนักบ่อยแค่ไหน?

ควรชั่งสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ในเวลาเดียวกัน (เช้าหลังตื่นนอน หลังเข้าห้องน้ำ) น้ำหนักแกว่งทุกวันเพราะน้ำในร่างกาย