สุขภาพ
เทียบ BMI กับเปอร์เซ็นต์ไขมัน
BMI เหมาะกับการประเมินเร็วจากน้ำหนักและส่วนสูง ส่วน Body Fat ช่วยดูสัดส่วนไขมันจริง เหมาะกับคนออกกำลังกายหรือคนที่ BMI ปกติแต่รูปร่างยังไม่กระชับ
ใช้เมื่อไหร่
BMI ใช้น้ำหนักกับส่วนสูงเป็นเกณฑ์ เหมาะสำหรับดูภาพรวมของคนทั่วไป แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าน้ำหนักที่มาจากกล้ามเนื้อหรือไขมัน
Body Fat (เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย) บอกสัดส่วนไขมันจริงเทียบกับน้ำหนักตัว เป็นตัวชี้วัดสุขภาพและความอ้วนได้แม่นยำกว่า โดยเฉพาะสำหรับคนที่ออกกำลังกายมีกล้ามเนื้อเยอะ ซึ่งอาจจะมี BMI สูงแต่ไขมันต่ำ
วิธีใช้งาน
- กรอกตัวเลขสำหรับbmi vs body fatตามช่องที่กำหนด
- เช็กผลลัพธ์ที่เปลี่ยนทันทีเมื่อปรับตัวเลข
- ทดลองเปลี่ยนตัวเลขเพื่อเปรียบเทียบหลายสถานการณ์
- กดคัดลอกผลเมื่อต้องการนำไปใช้ต่อ
สูตรที่ใช้
BMI = น้ำหนัก(กก) / ส่วนสูง(ม)^2 | Body Fat = สัดส่วนไขมันเทียบกับน้ำหนักตัวตัวอย่าง
น้ำหนักเท่ากัน แต่ไขมันไม่เท่ากัน
คนสูง 170 ซม. หนัก 70 กก. อาจมี BMI ใกล้กัน แต่คนที่มีกล้ามเนื้อมากจะมี Body Fat ต่ำกว่า
จุดที่คนมักจะพลาด
- ตรวจหน่วยให้ตรงกับสูตร bmi vs body fat
- อย่าปัดเศษก่อนคำนวณถ้าต้องการความแม่นยำ
- ถ้าใช้ตัวเลขไปยื่นเอกสาร ให้เช็กซ้ำกับข้อมูลทางการอีกครั้ง
เคล็ดลับ
- ดูเครื่องมือที่เกี่ยวในหมวดสุขภาพเพื่อเทียบผล
- บันทึกหน้านี้ไว้ใช้ซ้ำเวลาต้องคำนวณบ่อย
- ถ้าต้องเปรียบเทียบหลายกรณี ให้เปลี่ยนทีละค่าแล้วดูผลต่าง
คำถามที่พบบ่อย
ทำไม BMI ปกติแต่มีพุง?
เพราะ BMI ไม่ได้แยกกล้ามเนื้อกับไขมัน ถ้ามวลกล้ามเนื้อน้อยแต่มีไขมันสะสมที่พุง BMI อาจจะดูปกติ เรียกว่าภาวะ Skinny Fat
ควรดู BMI หรือ Body Fat เป็นหลัก?
ถ้าดูสุขภาพคร่าว ๆ BMI ใช้ง่าย แต่ถ้าต้องการรู้รูปร่างและสัดส่วนไขมันจริง Body Fat จะบอกภาพได้ตรงกว่า